
| การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน(Basic
Life Support 2001) |
หัวข้อ
ส่วนที่ 2 ภาคผนวกสำหรับบุคลากรทางการแพทย์
1. การช่วยหายใจโดยการเป่าลมผ่านจมูก
ใช้ในกรณีเป่าแบบปากต่อปากไม่ได้
เช่น อ้าปากไม่ได้, มีแผลที่ปากประกบปากได้ไม่สนิท และกรณีช่วยชีวิต
คนจมน้ำขณะที่อยู่บนผิวน้ำแต่ยังไม่ทันขึ้นฝั่ง วิธีทำคือใช้มือหนึ่งดันหน้าผากผู้หมดสติ
อีกมือหนึ่งยกกระดูก ขากรรไกรล่างขึ้นให้ปากปิดสนิท สูดหายใจเข้าเต็มปอด
ประกบปากเข้ากับจมูก เป่าลมผ่านรูจมูกเข้าไป จนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นแล้วถอนปากออกมาให้ลมหายใจออกผ่านกลับออกมาทางรูจมูก
กรณีที่ลมหายใจ ผ่านออกมาได้ช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่รูจมูกไม่โล่ง
อาจจำเป็นต้องอ้าปากแยกริมฝีปากบน และ ล่าง ออกจากกันเป็นครั้งคราวเพื่อให้ลมหายใจผ่านออกมาจากตัวผู้หมดสติได้
2. การใช้แผ่นกันสัมผัสหน้า
(face shield)
วางแผ่นกันสัมผัสหน้าไว้ที่บนใบหน้าผู้หมดสติเอาด้านที่มีเครื่องหมายหรือมีอักษร
ไว้ข้างบนเพื่อป้องกันการกลับด้านเวลาเอาออกแล้วเอากลับมาวางใหม่ ควร
วางไว้บนหน้าผู้หมดสติตั้งแต่ต้นจนจบการช่วยชีวิต อย่าหยิบเข้าหยิบออก
เว้นเสียแต่กรณีผู้หมดสติอาเจียนซึ่งต้องรีบเอาแผ่นออกเพื่อจับหน้าผู้ป่วยตะแคง
ในการวางแผ่นกันสัมผัสหน้าต้องให้ส่วนสำหรับลมผ่านตรงกับปากผู้หมดสติพอดี
สูดหายใจเข้าเต็มปอด เอา นิ้วมือบีบจมูก (กรณีทำร่วมกับท่าดันหน้าผากและดึงคาง)
แล้วทำการเป่าลมเข้าปอดเช่นเดียวกับกรณีปากต่อปาก
หมายเหตุ :
1. แผ่นกันสัมผัสทำด้วยพลาสติกใสขนาดประมาณเท่าผ้าเช็ดหน้า
ตรงกลางมีแผ่นเยื่อพิเศษซึ่งมีคุณสมบัติให้ลมผ่านได้แต่น้ำผ่านไม่ได้
2.ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ยืนยันประสิทธิภาพของแผ่นกัน
สัมผัสในการเป่าลมเข้าปอดและในการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสผ่าน
แผ่นกันสัมผัสมีข้อเสียที่เปรอะเปื้อนง่ายในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียน
3. หน้ากากกันสัมผัส (pocket
mask) ซึ่งมีลิ้นบังคับให้ลมหายใจออก ของผู้หมดสติออกไปอีกทางหนึ่ง
โดยไม่ขึ้นมาสัมผัสกับปากของผู้ปฏิบัติการช่วยชีวิต เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าแผ่นกันสัมผัส
ทั้งใน การเป่าลมเข้าปอดและในการป้องกันการสัมผัสของเหลวจากผู้ป่วย
การใช้หน้ากากกันสัมผัส (pocket mask) มีวิธีใช้ 2 วิธีคือ
วิธีที่1. เมื่อผู้ปฏิบัติการนั่งอยู่เหนือศีรษะผู้หมดสติ วางหน้ากากครอบปาก
และ จมูกของผู้หมดสติไว้ ให้ด้านแหลมคร่อมไปตามดั้งจมูกใช้หัวแม่มือ
และ อุ้งมือ ทั้งสองข้างกดขอบด้านข้างของหน้ากากให้แนบกับหน้าของผู้หมดสติให้สนิท
ใช้นิ้วที่เหลือดึงกระดูกขากรรไกรล่างขึ้น แล้วสูดหายใจเข้าเต็มปอด
อมส่วน ที่เป่าของหน้ากากไว้ในปาก แล้วเป่าลมเข้าปอดจนหน้าอกกระเพื่อม
แล้วปล่อยให้ ลมหายใจออกผ่านออกไปเองโดยไม่ต้องคลายหน้ากาก (ภาพที่
16)
วิธีที่2. เมื่อผู้ปฏิบัติการนั่งอยู่ข้างตัวผู้หมดสติ ครอบหน้ากากคร่อมจมูกและปากผู้หมดสติไว้
ใช้มือหนึ่งดันหน้าผากด้วยฝ่ามือพร้อมกับเอาหัวแม่มือและนิ้วชี้กดส่วนยอดของหน้ากากลง
บนดั้งจมูกให้สนิท อีกมือหนึ่งดึงคางให้หน้าเงยขึ้น พร้อมกับใช้หัวแม่มือกดด้านล่างของ
หน้ากากแนบกับคางให้สนิทแล้วสูดหายใจเข้าเต็มปอด อมส่วนที่เป่าของหน้ากากไว้ในปาก
แล้วเป่าลมเข้าปอดจนหน้าอกกระเพื่อมแล้วปล่อยให้ลมหายใจออกผ่านออกไปเองโดยไม่ต้อง
คลายหน้ากาก (ภาพที่ 17)
4.การใช้แบ็กมาสค์ (bag-mask)
ถ้ามีผู้ปฏิบัติการคนเดียว
ให้วางหน้ากาก (มาสค์) ครอบไว้บนปาก และ จมูกของผู้หมดสติ ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้กำรอบส่วนของมาสค์
และ กดให้ มาสค์ลงแนบกับหน้าผู้หมดสติให้สนิท ขณะที่นิ้วที่เหลือดึงกระดูกขากรรไกร
ให้หน้าผู้หมดสติเงยขึ้นแล้วบีบแบ็กให้ลมเข้าปอดช้าๆ โดยใช้เวลาบีบ
2 วินาที ให้หน้าอกกระเพื่อมจึงจะถือว่าพอ แล้วให้ลมหายใจออกมาเองผ่านลิ้นทางเดียวโดยไม่ต้องคลายมือที่กดมาสค์
(ภาพที่ 18)
ถ้ามีผู้ปฏิบัติการสองคน ให้ผู้ปฏิบัติการคนที่ 1 เป็นผู้ถือมาสค์โดยใช้สองมือเหมือน
กับกรณีช่วยหายใจแบบเป่าปากผ่านมาสค์แล้วให้ผู้ปฏิบัติการคนที่ 2 เป็นคนบีบแบ็ก
ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีกว่าการทำโดยผู้ปฏิบัติการคนเดียว ในบางประเทศ
เช่น ออสเตรเลียการใช้แบ็กมาสค์ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจะทำโดยผู้ปฏิบัติการสองคนเสมอ
หมายเหตุ: การใช้อุปกรณ์แบ็กมาสค์โดยผู้ปฏิบัติการคนเดียว มีประสิทธิภาพด้อยกว่าเมื่อมีผู้ปฏิบัติการช่วย
การหายใจสองคน จึงควรสงวนการใช้แบ็กมาสค์โดยผู้ปฏิบัติการคนเดียวไว้สำหรับ
กรณีที่ผู้ปฏิบัติการ ได้รับการฝึกอบรมวิธีใช้มาอย่างดีแล้ว
การกดกระดูกไครคอยด์ (Sellick
maneuver)
การกดกระดูกไครคอยด์เป็นการกดให้หลอดลมลงไปอัดหลอดอาหารที่อยู่ด้านหลัง
เพื่อป้องกันกระเพาะอาหาร โป่งขณะช่วยชีวิต ช่วยลดอุบัติการณ์ของการสำลักของเหลวในกระเพาะเข้าปอด
ควรทำในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว เท่านั้น และ ต้องมีผู้ปฏิบัติการอีกหนึ่งคนมาทำหน้าที่กดโดยเฉพาะ
ขณะที่อีกสองคนทำการช่วยชีวิต โดยมีเทคนิค การกดดังนี้
1.
ใช้นิ้วชี้คลำยอดลูกกระเดือย (thyroid cartilage)
2. เลื่อนปลายนิ้วชี้ลงไปที่ฐานลูกกระเดือกและคลำหากระดูกไครคอยด์
ซึ่งเป็นกระดูกอ่อนรูปวงแหวนอันแรกที่ถัดลงไปจากลูกกระเดือก
3. ใช้ปลายหัวแม่มือและนิ้วชี้กดกระดูกไครคอยด์ลงไปด้านหลังให้
มีน้ำหนักพอสมควรอย่ากดแรงมากเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ผู้ป่วยอายุน้อย
การคลำชีพจร
ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติการช่วยชีวิตเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเป็นพนักงานช่วยชีวิต
ก่อนที่จะลงมือกดหน้าอกควร ประเมินระบบไหลเวียนเลือดโดยการคลำชีพจรก่อนในการคลำชีพจรนั้น
แนะนำให้ใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที โดยในผู้หมดสติอายุเกิน 1 ปี ขึ้นไปให้คลำชีพจรที่คอ
(carotid artery) ซึ่งเป็นจุดที่คลำได้ง่ายและชัดที่สุด วิธีการคลำนั้นให้วางนิ้วชี้และนิ้วกลางไว้ที่หลอดลมแล้วเลื่อนนิ้วเลียบหลอดลมลงไปถึงร่องด้านข้างที่อยู่ระหว่าง
หลอดลมกับกล้ามเนื้อคอ (sternocleidomastoid)
ในกรณีที่คลำชีพจรนาน 10 วินาทีแล้วยังไม่แน่ใจให้ประเมิน
ระบบการไหลเวียนเลือด จากการไอ การหายใจและการเคลื่อนไหว หากผู้ป่วยไม่ไอ
ไม่หายใจ ไม่เคลื่อนไหว ให้สรุปว่า ระบบการไหลเวียนเลือดไม่ทำงาน ควรลงมือทำการกดหน้าอกเพื่อช่วยทำงาน
แทนระบบ ไหลเวียนเลือดทันที
การช่วยชีวิตด้วยผู้ปฏิบัติการสองคน
กรณีที่ทำการช่วยชีวิตด้วยผู้ปฏิบัติการสองคน
คนหนึ่งกดหน้าอกอีกคนหนึ่งเป่าลมเข้าปอดโดยใช้มาสค์หรือไม่ก็ตามให้ใช้อัตราการเป่า
2 ครั้งต่อการกด 15 ครั้ง ให้ได้ความถี่ของการกด 100 ครั้ง/นาที เช่นเดียวกับการช่วยชีวิตโดยผู้ปฏิบัติการคนเดียว
การประสาน งานระหว่างทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการนัดหมายแบ่งงาน เพื่อไม่ให้การกดหน้าอก
และเป่าลมเข้าปอดต้องหยุดชะงัก การจะสลับตำแหน่งกันเมื่อฝ่ายหนึ่งเหนื่อยล้า
ต้องมีการให้สัญญาณล่วงหน้าให้อีกฝ่ายหนึ่งเตรียมตัวก่อนจะทำการสลับตำแหน่ง
ทั้งนี้โดยพยายามให้ช่วงเวลาที่สลับตำแหน่งซึ่งเป็นช่วงที่หยุดการช่วยหายใจ
และ กดหน้าอกมีระยะเวลาสั้นที่สุดใน ระยะที่ยังไม่ได้ใส่ท่อหายใจ (tracheal
tube) เมื่อฝ่ายหนึ่งเป่าลม เข้าปอดอีกฝ่ายหนึ่งต้องหยุดกดหน้าอก เมื่อใส่ท่อหายใจแล้วจึงใช้วิธีต่างฝ่ายต่างทำงาน
คือ กดหน้าอกพร้อม กับเป่าลมเข้าปอดโดยไม่ต้องหยุดรอกันได้
หมายเหตุ:เหตุผลที่ให้ฝ่ายกดหน้าอกหยุดรอเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งกำลังเป่าลมเข้าปอดเพราะขณะที่ยังไม่ได้ใส่ท่อหายใจ
การเป่าลม พร้อมกับการกดหน้าอกจะทำให้เกิดการสำลัก (aspiration) ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นหากทางเดินลมหายใจได้รับ
การป้องกันด้วยท่อหายใจแล้ว ทั้งฝ่ายผู้กดหน้าอกกับผู้เป่าลมเข้าปอดจึงสามารถทำงานเป็นอิสระต่อกันได้
คือ คนกดก็กดไปในอัตราเร็วประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการหยุด
ส่วนคนเป่าลมเข้าปอดก็ เป่าลมเข้าปอดในอัตราเร็วนาทีละ 12 ครั้งโดยประมาณ
2. การช่วยชีวิตแบบกดหน้าท้องไปด้วย
(interposed abdominal compression CPR) เป็นการช่วยชีวิตโดยใช้ผู้ปฏิบัติการ
3 คน คนที่หนึ่งช่วยหายใจ คนที่สองกดหน้าอก คนที่สามกดท้อง โดยวางมือ
ระหว่างปลายล่างกระดูกหน้าอกกับสะดือจังหวะที่คนที่สองกดหน้าอก คนที่สามก็คลายมือจากท้อง
เมื่อคนที่สอง คลายมือจากหน้าอก คนที่สามก็กดท้อง ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันไป
การช่วยชีวิตด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำให้ใช้เป็น วิธีเผื่อเลือก
(alternative) สำหรับการช่วยชีวิตในโรงพยาบาล เฉพาะกรณีที่มีบุคลากรที่ได้รับการอบรม
ให้ทำเทคนิคนี้ได้ชำนาญดีแล้วเท่านั้น
การเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินลมหายใจ
มีทำกันอยู่หลายวิธี แต่ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะบอกว่าวิธีใดดีกว่ากันได้แก่
วิธีที่
1. รัดกระตุกที่หน้าท้องเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ (Heimlich maneuver
ท่านั่งหรือยืน) กรณีผู้ป่วยยังมีสติ โดยให้เข้าไปข้างหลังผู้ป่วยที่กำลังยืนอยู่
มือซ้ายกำหมัดไว้ตรงหน้าท้องระหว่างสะดือกับลิ้นปี่ มือขวากำรอบ กำปั้นซ้ายหรือใช้วิธีประสานมือสองข้างเข้าด้วยกันแล้วรัดกระตุกเข้าหาตัวผู้ปฏิบัติการอย่างแรงหลายๆ
ครั้ง จนพูดออกมาได้ (ภาพที่ 23)
 วิธีที่
2. กดกระแทกที่ท้องเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ (Heimlich maneuver ท่านอน)
กรณีผู้ป่วยหมดสติ
เมื่อทำการช่วยชีวิตตามวิธีทั่วไปแล้วเป่าลมเข้าปอดไม่ได้
ให้จัดท่าเปิด ทางเดินลมหายใจใหม่แล้วพยายามเป่าลมเข้าปอดอีก ถ้ายังไม่ได้ให้นั่งคร่อม
ผู้ป่วยแล้วใช้สันมือกดกระแทกเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ในทิศทางเฉียงขึ้น
(ภาพที่ 24) ทำ 5 ครั้ง แล้วใช้ท่ายกกระดูกขากรรไกรล่างร่วมกับใช้นิ้วล้วงเอาสิ่ง
แปลกปลอมออกมา (ภาพที่ 25) จากนั้นจึงตรวจการหายใจ และ เริ่มต้น การช่วยชีวิตใหม่
วิธีที่ 3. ตบหลัง (back
blow)
โดยใช้สันมือตบที่กลางหลังระหว่างปลายล่างของกระดูกสะบัก
(scapula) ทั้งสองข้าง ทำติดๆ กัน 5 ครั้ง ในทางยุโรปจะใช้วิธีตบหลังก่อนเมื่อไม่ได้ผลจึงจะใช้วิธีรัดกระตุกที่ท้อง
ในสหรัฐอเมริกาไม่ใช้วิธีตบหลัง ในผู้ใหญ่เลย ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าวิธีตบหลังในผู้ใหญ่ได้ผลหรือไม่เพียงใด
วิธีที่ 4.รัดกระตุกที่หน้าอก
(chest thrust)
เป็นเทคนิคเดียวกับการรัดกระตุกหรือกดกระแทกที่ท้องแต่เลื่อนขึ้นมาทำที่หน้าอกโดยวางหมัดไว้ที่กึ่งกลางกระดูก
หน้าอกแทน ใช้ในคนที่ท้องมีขนาดใหญ่โอบไม่รอบหรือในคนตั้งครรภ์
วิธีที่ 5. ยกกระดูกขากรรไกรแล้วล้วงปากด้วยนิ้ว
(finger sweep)
ใช้ในผู้ป่วยที่หมดสติและผู้ปฏิบัติการมองเห็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ในปากโดยผู้ปฏิบัติการสวมถุงมือ
ใช้มือหนึ่งยก กระดูกขากรรไกรล่างขึ้น โดยให้หัวแม่มืออยู่ในปากยกรวบเอาลิ้นขึ้นมาด้วย
นิ้วอื่นยกกระดูกขากรรไกรล่าง จากข้างนอกแล้วเอานิ้วชี้ของอีกมือหนึ่งงอเป็นรูปขอเบ็ด
เข้าไปล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา (ภาพที่ 25)
เทคนิคการช่วยชีวิตเด็กทารก ในส่วนที่แตกต่างจากผู้ใหญ่
การช่วยชีวิตเด็กทารก
มีประเด็นสำคัญที่แตกต่างจากการช่วยชีวิตในผู้ใหญ่บางประการคือ
1.
ในกรณีที่ปากเด็กเล็กมาก การเป่าปากควรเป่าคร่อมทั้งปากและจมูก
การคลำชีพจรควรคลำที่ต้นแขนด้านในหรือที่ขาหนีบ
การกดหน้าอกเด็กเล็กมีให้เลือกสองวิธี
คือ วิธีกดด้วยนิ้วมือข้างเดียวสองนิ้วโดยวางนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง
รวมสามนิ้วที่หน้าอกเด็ก ให้นิ้วชี้อยู่ระหว่างหัวนมสองข้าง ยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วใช้นิ้วกลางและนิ้วนางกดหน้าอก
(ภาพที่ 28)
อีกวิธีหนึ่งคือกดกระดูกหน้าอกด้วยหัวแม่มือสองข้าง
โดยใช้สองมือกำรอบทรวงอกเด็กวิธีนี้ต้อง มีผู้ปฏิบัติการอีกคนหนึ่งทำหน้าที่ช่วยหายใจ
(ภาพที่ 29)
การเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจในเด็กทารก
ให้จับเด็กนอนคว่ำบนแขนให้ศีรษะต่ำ ตบหลัง จนสำเร็จหรือจนครบ 5 ครั้งถ้าไม่สำเร็จให้พลิกเด็กหงายหน้าขึ้น
แล้วใช้นิ้วสองนิ้วกด กระแทกหน้าอก จนสำเร็จหรือจนครบ 5 ครั้ง แล้วตรวจดูสิ่งแปลกปลอมในปาก
ถ้าไม่เห็น ให้เป่าปากหนึ่งครั้ง ถ้าเป่าไม่เข้า ให้กลับไปเริ่มต้นเอาสิ่งแปลกปลอมออกด้วยวิธีนอนคว่ำตบหลังใหม่
ในทุกกรณี ไม่ควรล้วงปากหรือคอทารกหากมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม
ความปลอดภัยในการฝึกอบรม
ยังไม่เคยมีรายงานว่าเกิดการแพร่กระจายโรคขณะทำการฝึกอบรมการช่วยชีวิต
ในการทบทวนวารสารเมื่อปี ค.ศ.2000 เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาเองได้ทำการฝึกอบรมไปแล้วประมาณ
70 ล้านคน ในแง่ของ การแพร่กระจายเชื้อเอดส์ ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อเอดส์แพร่ได้ในการทำกิจกรรมทางสังคมทั่วไป
เช่น สัมผัสมือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันหรือแพร่ผ่านพื้นผิวต่างๆ ที่ไม่มีชีวิตเช่น
แก้วน้ำ ช้อน ส้อม รวมทั้งผิวหุ่น หรือ ติดต่อทางอากาศอย่างไรก็ตาม
ทั้งนี้ผู้จัดฝึกอบรมและผู้เข้ารับการฝึกอบรมควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยต่อไปนี้
1. หุ่นฝึกสอนช่วยชีวิตจะต้องได้รับการล้างทำความสะอาดก่อนนำมาใช้ในแต่ละชั้นเรียน
ด้วยวิธีการที่แนะนำ โดยศูนย์ควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC) และ
โดยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
2. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่แนะนำสำหรับการทำความสะอาดหุ่นเท่านั้น
หรือ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่แนะนำโดยผู้ผลิต หุ่นชนิดนั้นๆ ก็ได้
3. การใช้หุ่นในระหว่างผู้เรียนแต่ละคน
ใช้เช็ดบริเวณผิวหนังหุ่นที่มีการสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปาก
จมูก แก้ม ด้วยแอลกอฮอล์ ทิ้งให้แห้งเอง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 นาที
แล้วจึงใช้งานต่อไป
ก่อนการใช้หุ่น ผู้เรียนต้องตรวจด้วยสายตาก่อนว่ามีของเหลวใดๆ
ตกค้างอยู่ที่หุ่นหรือไม่ หากมีต้องเช็ดทำความ สะอาดบริเวณนั้นด้วยแอลกอฮอล์แล้วทิ้งให้แห้งเองและต้องหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสกับของเหลวใดๆ
ที่ตกค้างบนตัวหุ่น
11. ความปลอดภัยในการช่วยชีวิตคนจริง
ประมาณ 70-80% ของการเกิดภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นเกิดขึ้นที่บ้าน
หากการฝึกอบรมการช่วยชีวิต แพร่หลายดีแล้ว การช่วยชีวิตจะเป็นการช่วยกันและกันของบุคคลในครอบครัว
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960-1998
มีรายงานการติดเชื้อโรคจากการช่วยชีวิตรวมทั้งสิ้น 15 ราย แต่หลังจากนั้นมาถึงปี
ค.ศ. 2000 ก็ไม่มีรายงานการติดเชื้อจากการช่วยชีวิตอีก ในบรรดารายงานการติดเชื้อที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี
1998 ย้อนหลังไปนั้นเชื้อที่ติดต่อคือ Helicobactor pylori, วัณโรค,
Shigella, Streptococcus, Salmonella, หนองใน แต่ไม่เคยมีรายงานว่ามีการติดเชื้อเอดส์,
ไวรัสตับอักเสบบี.หรือซี. หรือ cytomegalovirus แต่อย่างใด
โอกาสที่ผู้ปฏิบัติการช่วยชีวิตจะติดโรคโดยเฉพาะโรคเอดส์มีน้อยมาก
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อเอดส์ติดได้ จากการเป่าปาก แม้ว่าการเป่าปากอาจทำให้มีการแลกเปลี่ยนน้ำลาย
ระหว่างผู้ติดเชื้อเอดส์กับ ผู้ปฏิบัติการช่วยชีวิต แต่มีการศึกษาพบว่าน้ำลายไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งในกรณีใช้เครื่องดนตรีชนิดเป่าร่วมกัน
หรือ น้ำลายผู้ติดเชื้อ สัมผัสเยื่อเมือกที่ปากผู้อื่น หรือผู้ติดเชื้อกัดผู้อื่น
หรือน้ำลายของผู้ติดเชื้อรดราดแผล หรือรดราดบนผิวหนังผู้อื่น อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในเชิงทฤษฎียังคงมีอยู่
ในกรณีที่มีการแลกเปลี่ยนเลือด และ น้ำเหลือง ขณะทำการเป่าปาก โดยเฉพาะในกรณีผู้หมดสติที่ประสบอุบัติเหตุประจวบกับผู้ปฏิบัติการช่วยชีวิตมีแผลในปากหรือบริเวณผิวหนังรอบปาก
อนึ่ง มีหลักฐานแสดงว่าหน้ากากที่ใช้ทำการช่วยชีวิตสามารถป้องกันการผ่านของเชื้อเอดส์
(HIV-1) ในสภาพ การทดลองได้
Back | Top | Next
|